นี่หรือคนไทย? PDF Print E-mail
User Rating: / 18
PoorBest 
Written by เจ้าพ่อ USA   
Friday, 02 October 2009 06:14

คนเราเกิดมาในประเทศไทยนั้น ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ที่เกิดมาอยู่ในครอบครัว  ที่เรามีวัฒนธรรมไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณีไทย มีความรัก ความผูกพัน ที่ถูกหล่อหลอมและสั่งสอนให้เป็นคนมีความกตัญญูกตเวที รู้จักบุญคุณคน รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้จักสัมมาคารวะ

ถึงแม้ว่า บางครั้งคนเราเกิดมาในประเทศไทย อาจจะคิดน้อยใจที่ประเทศของเรานั้น มีขนาดเล็กกว่าประเทศอื่นมีเทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยเหมือนประเทศอื่น มีบ้านเรือนที่ไม่ใหญ่โตมโหฬาร เหมือนคนชาติอื่น และทั้งนี้ ความสุขที่ได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวที่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนให้รู้จักขวนขวาย ให้รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี ให้รู้จักการเก็บหอมรอมริบเพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคตข้างหน้า มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราในฐานะคนไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดในสิ่งที่ดี ๆ จากบรรพบุรุษ  ความแข็งแกร่งของคนไทย ความอดทนของคนไทย ความมีมานะของคนไทย จึงได้รับการหล่อหลอมให้เป็นคนที่ต้องสู้ และรู้จักอดทนมาหลายยุคหลายสมัย

และทั้งนี้สิ่งที่ควบคู่กับความเป็นคนไทยก็คือ เมื่อเกิดมาเป็นคนไทยแล้ว คนไทยทุกคนจะมีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าทุกคนต้องมีความจงรัก ภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สถาบันทั้ง 3 สถาบัน เป็นสถาบันหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่ หวังพึ่งเพื่อให้ชีวิตดีกว่าเดิมประชาชนคนไทย จึงเชื่อมั่นว่า สถาบันทั้ง 3 สถาบัน เป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกคน จนไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่า สถาบันใด คือสถาบันหลัก เพราะทั้ง 3 สถาบันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในการใช้ชีวิตในแต่ละวันอยู่แล้ว ความเป็นคนไทยจึงได้ถูกซึมซับและนำสถาบันทั้ง 3 สถาบันหลัก เป็นที่พึ่งมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

ดังนั้น เมื่อประชาชนคนไทย ให้ความยึดมั่นและให้ความยึดติดจนไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ว่า ชีวิตในแต่ละวันของคนไทยนั้น สิ่งที่ประชาชนรอคอย และคาดหวังในการใช้ชีวิตที่ดีกว่าเดิมก็คือสถาบันทั้ง 3 สถาบัน ดังนั้น ประชาชนในประเทศจึงมีความจงรักภักดีต่อสถาบันทั้ง 3 สถาบันเป็นอย่างยิ่งจนไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้นานตราบจนทุกวันนี้คนไทยทุกคนรู้ดีว่า ประเทศไทยได้รับเอกราชในการที่เป็นประเทศที่มีความเป็นเอกราชมาโดยตลอด  สมัยก่อนมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้บริหารประเทศ ประชาชนทั้งประเทศ จึงฝากความหวัง ฝากชีวิต ฝากอนาคตลูกหลานไว้กับพระมหากษัตริย์ เพื่อรอคอยความหวังความเมตตาจากพระองค์ท่าน ที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้ประชาชน

ต่อมาในยุคหลัง ๆ เมื่อโลกมีความเจริญมากขึ้น ประชากรในโลก เริ่มมีการแข่งขันและขวนขวาย และเริ่มรู้จักการค้าขายซึ่งกันและกัน และรู้จักแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดและวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ประชากรในโลกจึงมีโอกาสได้เปิดโลกกว้างมากยิ่งขึ้น คนในหลายประเทศมีความผูกพัน และมีการทำการค้าร่วมกัน และเริ่มนำวิวัฒนาการต่าง ๆ ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา ไฟฟ้า หรือรถไฟ และรถยนต์ แม้กระทั่งวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ รวมถึงการสื่อสารโทรเลข หรือโทรศัพท์ ก็ตาม วิวัฒนาการใหม่ ๆ เครื่องใช้ เครื่องอุปโภคต่าง ๆ เครื่องสุขภัณฑ์ เครื่องอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยจากต่างประเทศ จึงเป็นสินค้าที่นำเข้า มาจากต่างประเทศมากมาย

ความเจริญก้าวหน้าในยุคร้อยกว่าปีที่ผ่านมานั้น จึงเริ่มมีการแข่งขันแก่งแย่งในผลประโยชน์ของคนที่มีโอกาสโดยไม่คำนึงถึงความพอเพียง ที่เป็นหลักที่ค้านกับคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เพราะการอยากได้ในสิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ทันสมัยของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มันต้องมีการแข่งขันกัน เมื่อมีแล้ว ก็ต้องมีให้ดีกว่าเดิม เมื่อมีแล้ว ก็ต้องมีให้ดีกว่า คนอื่น การแก่งแย่ง ความโอ้อวด ความทะเยอทะยานของคนในประเทศจึงเกิดขึ้น

การช่วงชิง การแก่งแย่งของคนก็เกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ อิทธิพล แม้กระทั่งผลประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ตนเองเป็นคนที่สามารถครอบครอง และเป็นเจ้าของในสิ่งที่ผู้อื่นไม่มี ทั้ง ๆ ที่วิธีการที่ได้มานั้น บางครั้งก็ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่สะอาด บางครั้ง ก็ได้มาโดยวิธีการที่สกปรกเพราะฉะนั้นการเมืองในยุคร้อยกว่าปีที่ผ่านมาในประเทศนั้น บรรดา ข้าราชการ ขุนนาง บรรดาข้าราชบริพาร บรรดาเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย แม้กระทั่งลูกหลาน ที่อยู่ภายใต้ราชบริพาร และอยู่ภายใต้บารมีของพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นผู้บริหารประเทศนั้น จึงพากันช่วงชิงอิทธิพล อำนาจ และกอบโกย ผลประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ และความเดือดร้อนของประชาชน

การเมืองในยุคร้อยกว่าปีที่ผ่านมาในประเทศไทย จึงเป็นการเมืองยุคก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใครมีโอกาส ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ผลเสียที่ตามมาก็คือ ทำให้ประเทศชาติเสื่อมความเจริญ และทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความเห็นแก่ได้และความเห็นแก่ตัว ของบรรดาเหล่าขุนนาง ข้าราชการ ข้าราชบริพาร โดยเฉพาะวงศาคณาญาติ ของบรรดาเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย ซึ่งได้แสดงความตะกละตะกราม ยึดเอาสมบัติสาธารณะที่เป็นของประชาชน ที่เป็นของประเทศ ต่างคนต่างยึดเอาไว้เป็นสมบัติของตัวเอง โดยไม่แยแสและไม่คำนึงถึงหลักของกฎหมาย หลักของศีลธรรม

ประชาชนในยุคนั้น จึงเป็นยุคที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นยุคที่ไม่มีโอกาส ขาดที่พึ่ง เพราะที่พึ่งไม่สามารถที่จะจัดการกับพฤติกรรมชั่ว ๆ ของลูกหลานตัวเองได้ ที่เข้ามาแก่งแย่ง ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นของตัวเอง จนมีเหตุการณ์ผ่านมาจนกระทั่งถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เมื่อระบบการบริหารประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นผู้บริหารประเทศโดยตรง เริ่มมีข้อขัดแย้ง เริ่มเกิดความเสื่อมศรัทธาในการบริหาร ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชนส่วนใหญ่ จึงเห็นว่า อำนาจในการบริหารประเทศชาตินั้น ควรตกมาอยู่ในมือของประชาชน เพราะฉะนั้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน  พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้มีคณะราษฎรคณะหนึ่งได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยได้รับการพระราชทานอำนาจอย่างสมบูรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานอำนาจทั้งหลายทั้งปวงให้กับประชาชนทั้งประเทศ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เพราะฉะนั้น อำนาจทั้งหลายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานมานั้น ย่อมเป็นอำนาจของประชาชน และไม่มีอำนาจใด อำนาจหนึ่ง มีอำนาจเหนือกว่าอำนาจของประชาชน  ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะมีในหลวงรัชกาล ที่ 9   แต่อำนาจทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ไม่ใช่อำนาจของในหลวงรัชกาลที่ 9  อำนาจทั้งหลายทั้งปวงนั้นยังคงเป็นอำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้น หากวันนี้ อยากจะเรียนถาม อยากจะสอบถาม มายังนักกฎหมาย คณะบดี อธิบดี ผู้พิพากษา ศาสตราจารย์ และคณะอาจารย์ทุกคนในประเทศ พร้อมด้วยคณะทหารทุกกองทัพ และพวกท่านต้องตอบให้ได้ ว่า อำนาจที่ได้รับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นอำนาจของประชาชนคนทั้งประเทศ หรือว่า เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว

หลังจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหา กษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข คนไทยทั้งประเทศต้องกลับไปเรียนรู้อีกครั้งว่า คำคำนี้ เป็นคำที่มีความหมายสองความหมาย คือ ประเทศไทยนั้นมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คำว่า ระบอบประชาธิปไตย หมายถึง อำนาจการปกครองเป็นของประชาชนทั้งประเทศ และคำว่า อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น แปลได้ตรง ๆ ว่า พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขเพียงเท่านั้น แต่พระองค์ ก็ไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจนั้น ตกไปเป็นของประชาชน ทั้งประเทศ

การที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ที่เกิดความผิดปกติหลายครั้งความผิดปกตินั้น หมายถึง การที่คนในประเทศออกมายอมรับในความผิดปกติ ที่เป็นความผิดปกติ ต่างจากข้อตกลง และต่างจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ระบุเอาไว้หมายถึง การปฏิวัติทุกครั้งในประเทศไทยที่เกิดขึ้นมานั้น พระมหากษัตริย์ ไม่มีอำนาจในการยอมรับการปฏิวัติ เพราะการปฏิวัติเป็นการล้มล้างอำนาจของประชาชน เมื่อประชาชนมีอำนาจ พระมหากษัตริย์ย่อมไม่มีอำนาจเหนือกว่าประชาชน เพราะฉะนั้น การปฏิวัติแต่ละครั้งนั้น มันเป็นการกระทำที่ผิดต่อข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ มันเป็นการกระทำที่ผิดกติกา ที่ประชาชนและพระมหากษัตริย์ ได้ตกลงกันเอาไว้ การปฏิวัติแต่ละครั้ง เท่ากับว่า เป็นการทำลายสัญญาระหว่างประชาชน กับพระมหากษัตริย์ เมื่อคณะทหาร เข้ามายึดอำนาจจากประชาชนในแต่ละครั้ง คณะทหารชุดนั้น ย่อมยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ตามไปด้วย พระมหากษัตริย์ ไม่สามารถที่จะทอดทิ้งประชาชนแล้ววิ่งเข้าไปพึ่งบารมีทหาร

หากเรายอมรับในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และคณะทหารแต่ละคณะที่ได้มาทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากประชาชน ก็ไม่เคยแสดงหลักฐานและจุดประสงค์ในการปฏิวัติอย่างชัดเจนทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ เพราะฉะนั้น นักกฎหมายในประเทศแต่ละคนต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นคนทอดทิ้งและหักหลังประชาชน และใครคือคนที่ทำตัวมีอำนาจเหนือประชาชน ที่ผิดหลักในระบอบประชาธิปไตย  ประเทศไทยวันนี้ ประชาชนในประเทศมีความคิดเห็นที่แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีแบ่งพวก เกิดความไม่สมัครสมานสามัคคีกันในประเทศ การเมืองในประเทศไทยจึงเป็นการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลานมาอย่างต่อเนื่องคนที่มีอำนาจหมายถึงประชาชนก็ไม่มีอำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจ หมายถึงพระมหากษัตริย์ กลับมีอำนาจ ทั้งนี้ทั้งนั้น มันเป็นความต้องการของคณะทหารในกองทัพ ที่ยังไม่ยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมักอ้างว่า กองทัพของตัวเองนั้น เป็นกองทัพของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่กองทัพของประชาชน ความคิดของนายทหารที่จบมาจากสถาบันโรงเรียนเตรียมทหารทุกคนนั้น จึงถูกปลูกฝังให้เข้ามารับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ได้ถูกปลูกฝังให้เข้ามารับใช้สถาบันประชาชนแม้แต่น้อยเดียว ทั้ง ๆ ที่เงินเดือนในแต่ละเดือนที่ทหารทุกกองทัพได้รับนั้น ก็เป็นเงินที่ได้มาจากการเก็บภาษีอากรของประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นเงินเดือนที่ได้รับจากพระมหากษัตริย์ ความคิดที่ผิดไปจากความจริง จึงได้ถูกหล่อหลอมของคนในกองทัพตราบจนทุกวันนี้

ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจึงมีศัตรูที่สำคัญที่สุดคือกองทัพทหารที่มักคอยทำลายความเจริญของประเทศที่มักคอยทำลายระบบการบริหารในประเทศ ที่มักคอยทำลายระบบกฎหมายในประเทศมันเป็นหลักฐานที่สำคัญที่ใครก็ไม่สามารถที่จะออกมาแก้ตัวแทนกองทัพได้ มันเป็นความเสื่อมเสียที่ประชาชนผู้เสียหายไม่สามารถจะให้อภัยพฤติกรรมของคนในกองทัพได้ตราบจนทุกวันนี้

และการที่ทหารเข้ามาปฏิวัติในแต่ละครั้งพระมหากษัตริย์ ก็มักที่จะยินยอมให้มีการเขียนกฎหมายชั่วคราวฉบับใหม่ขึ้นมาบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายในแต่ละฉบับที่มีเนื้อหาในรูปแบบเผด็จการ ประชาชนเสียเปรียบ คณะทหารที่มาปฏิวัติกลับได้เปรียบ พระมหากษัตริย์ก็ทรงยินยอมทุกครั้งไป เห็นได้จากการที่พระองค์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยของประกาศคณะปฏิวัติ

อันที่จริงแล้วอยากจะเขียนเรื่องราวให้มันยาวกว่านี้ เพราะยิ่งสาวมันก็ยิ่งสนุก เราเอาความจริงมาพูดกัน เรื่องความเคารพหรือความจงรักภักดี เราก็ต้องแยกกันให้ออก ในเมื่อเราจะมาพูดเรื่องจริง ความจริงมันก็ต้องเป็นความจริง อยากถามก่อนที่จะสรุปวันนี้ อยากถามนักกฎหมาย นักการเมือง นักประชาสงเคราะห์ นักต่อสู้ เพื่อสิทธิมนุษยชน นักต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ที่ได้มีความรู้มีความเข้าใจ ได้รับการศึกษาเล่าเรียนมาสูง ๆ ว่า สรุปแล้วประเทศไทยนั้น ใครคือผู้ที่มีอำนาจ ประชาชน หรือว่า พระมหากษัตริย์ ? และกฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดในประเทศชาติ กับพระมหากษัตริย์นั้น ใครมีอำนาจมากกว่ากัน ? (ถ้าตอบไม่ได้ หรือแก้ไขไม่ได้ และปฏิบัติกันไม่ได้ รับรองประเทศไทยจะมีแต่วันล่มจม ไม่มีวันที่จะเจริญ ไม่มีวันที่จะสงบสุข มีแต่จะมีการต่อสู้ของคนในชาติด้วยกันตลอดชั่วลูก ชั่วหลาน)

Hits: 12418
Comments (6)Add Comment
0
สัดเอ้ย
written by 69, December 03, 2009
เมื่อไรมึงจะตายๆๆๆๆๆๆ ขออย่าได้มึลุกหลานไว้สืบสกุลเล้ย พ่อโคตรดี ลุกโคตรเลว แหม ทำไมเขาไม่เอามึง ถ่วงน้ำตายว้า กรูว่านะ ถ้าเขารู้ว่ามึงจะเลวขนาดนี้ เขาคง ให้แม่มรึง เอา มดลุกรัดคอตายไปแล้วหละ น่าสงสาร จังที่มีคนแบบนี้อยู่ในประเทสไทย ไปอยุ่เขมรสิ จะได้รักประชาธิปไตยเต็มใบ ของพ่อ ทักสินมรึงไง สัด
0
...
written by 69, December 08, 2009
ไอ้เหี้ยใจ สมควรแล้วที่อยู่เมืองไทนไม่ได้
0
dfkg;sdg
written by รักสถาบัน, December 12, 2009
น่าสงสารคนเขียนจังเลย โตซ่ะทีเถอะครับ
0
คนเสื้อแดงคนนึง
written by รักสถาบัน, December 12, 2009
ไม่เห็นด้วยกับบทความไร้สาระอันนี้จริงๆ
คิดง่ายๆ, Low-rated comment [Show]
0
...
written by คนไทย, March 14, 2010
พ่องมึงโดนรถเหนียบรึยังไงไอ้พวกเฮี้ย

Write comment

security code
Write the displayed characters


busy